การจัดการเรียนการสอน

พ.ย.
12

ปรับกระบวนการสอนเพื่อตอบโจทย์คุณภาพอุดมศึกษา

by , under การจัดการเรียนการสอน

ปรับกระบวนการสอนเพื่อตอบโจทย์คุณภาพอุดมศึกษา

ผศ.ดร.จารุวัจน์ สองเมือง

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

บทนำ

ความเปลี่ยนแปลงของสังคม กระตุ้นให้การจัดการศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถพัฒนาคนให้สามารถดำรงอยู่ได้ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เราจะเห็นว่าช่วงเวลาที่ผ่านมามีเครื่องมือมากมายที่ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นกลไกสำหรับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษา เครื่องมือหนึ่งที่ถูกวางไว้เป็นหลักสำคัญในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติก็คือ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ กระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ

จากเครื่องมือหลักข้างต้น ในระดับอุดมศึกษามีการให้รายละเอียดในการดำเนินการเพิ่มขึ้นอีกมากมายและที่ขอนำมาพูดคุยในที่นี่ได้ก็จะเป็นเครื่องมือที่เข้าไปถึงห้องเรียนมากที่สุดนั่นคือ การกำหนดให้มีกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ.) และการประกันคุณภาพ ซึ่งจากการเพิ่มเงื่อนไขในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น จึงเกิดคำถามขึ้นสำหรับหลายท่านว่า แล้วจะให้ทำอะไรกันแน่? จะให้สอนหรือทำประกันคุณภาพ? หรืออย่างไร? อาจารย์คนเดียวจะให้ทำทุกเรื่องกระนั่นหรือ?

(continue reading…)

ธ.ค.
29

อิสลามศึกษา อดีตและอนาคต

by , under การจัดการเรียนการสอน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26-12-11) ได้มีโอกาสไปร่วมให้ความเห็นต่อโครงการวิจัยการเตรียมความพร้อมด้านการวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐานและตัวบ่งชี้อิสลามศึกษา ที่นำทีมโดย ผศ.ดร.ฆนัท ธาตุทอง ซึ่งงานนี้ผมเลยได้มีโอกาสได้เจอกับผู้ที่มีบทบาทด้านอิสลามศึกษาในอดีตหลายท่านครับ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเรียกว่าเป็นบุคลากรสำคัญจากหน่วยงานภาครัฐ และเมื่อนำความเห็นของท่านเหล่านั้นมาผนวกกับสิ่งที่ได้เคยรับฟังมาจากผู้เกี่ยวข้องเรื่องนี้ในภาคประชาชน ผมจึงเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นกับภาพในอดีตแล้วภาพอนาคตสำหรับผมมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนขึ้น (อาจจะด้วยความเป็นคนที่ชอบเอาเรื่องหลายๆ เรื่องมาประติดประต่อกันครับ)
ความจริงช่วงนี้เป็นช่วงเก็บตัวของผมครับเพื่อเร่งงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ แต่เมื่อได้รับคำเชิญให้ร่วมงานนี้ผมรีบรับปากครับ เพราะความจริงงานวิจัยเรื่องนี้เชื่อมโยงกับงานวิจัยเรื่องแผนยุทธศาสตร์อิสลามศึกษาที่ผมได้ร่วมทำงานร่วมกับ ผศ.สุกรี หลังปูเต๊ะ และเมื่อไปร่วมงาน ผมก็คิดว่ามันเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงให้กับงานวิจัยชิ้นนั้นได้จริงๆ

เราพูดเรื่องอิสลามศึกษาในโรงเรียนรัฐมานานมากแล้วครับ และปัจจุบันก็ยังคงมีอีกหลายคำถามที่ยังจำเป็นต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป หากย้อนกลับไปถามว่า อิสลามศึกษาเข้ามาในโรงเรียนรัฐในระดับประถมศึกษาได้อย่างไร เราจะพบว่ามีคำตอบที่ตรงและแฝงอยู่ครับ ถ้าสรุปรวมกับความเห็นส่วนตัวต้องบอกว่าเป้าหมายหลักคือ เพื่อดึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาของรัฐครับ ลดข้อหวาดระแวงของประชาชนในการจัดการศึกษาของรัฐ มีเหตุผลหนึ่งที่ผมเคยเจอในเอกสารงานวิจัยชิ้นหนึ่งคือ เป้าหมายที่เกิดอิสลามศึกษาขึ้นคือ เพื่อลดภาระการเรียนของเด็ก อันเนื่องจากสภาพ ณ ขณะนั้น (จนถึงตอนนี้) เด็กต้องเรียน 5 วันแล้วยังต้องเรียนศาสนาอีกสองวัน สรุปว่าเด็กมุสลิมต้องเรียน 7 วันเต็ม จุดนี้เป็นหลักฐานแสดงความเชื่อมโยงของการจัดการเรียนการสอนของชุมชนในประเทศไทยได้ดีครับว่าเป็นการจัดการศึกษาที่แยกส่วนระหว่างรัฐกับชุมชนที่ชัดเจนมาก เมื่อรัฐกำหนดให้นักเรียนต้องเข้าไปเรียนในโรงเรียน ชุมชนเริ่มไม่สบายใจก็ต้องจัดการศึกษาคู่ขนานขึ้นมา ซึ่งสำหรับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือ ตาดีกานั้นเอง (แต่จนถึงปัจจุบันเด็กในสามจังหวัดก็ไม่ได้ลดเวลาเรียนลงด้วยกระบวนการดังกล่าว)
เมื่ออิสลามศึกษาเป็นกลวิธีหนึ่งที่จะเชื่อมโยงการศึกษาของรัฐกับชุมชนได้ กระบวนการการดำเนินงานต่างๆ ก็เริ่มขึ้น เมื่อสักประมาณปีที่ผ่านมา ผมได้รับฟังความเห็นของผู้ที่ร่วมในการขับเคลื่อนการจัดการเรียนการสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียน ซึ่งผมจัดว่าอยู่ในภาคชุมชนครับ ท่านบอกว่า “เราอยากให้การจัดการศึกษาสำหรับเยาวชนมีความครอบคลุมไม่แยกส่วน อันนี้สามัญ อันนี้ศาสนา ด้วยเหตุนี้เราจึงเสนอรัฐให้มีการจัดการศึกษาควบคู่กันไป โดยเราเรียกว่า อิสลามศึกษา แต่พอดำเนินการไปจริงๆ มันกลับกลายเป็นการจัดการศึกษาแบบแยกส่วน มองอิสลามศึกษาว่าเป็นเรื่องของศาสนาอิสลาม ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกร้อง” จากที่ได้ฟังประโยคนี้ ผมประทับใจมากครับ ครั้งนั้นมันทำให้ผมรู้สึกว่า ความจริงคนยุคบุกเบิกกับคนที่พยายามทำในปัจจุบันเป็นเรื่องเดียวกันทิศทางเดียวกันครับ และทำให้เห็นว่าปัญหาที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะเป้าหมายผิด เพียงแต่อาจจะอันเนื่องจากอุปสรรค์สักอย่างที่ทำให้ต้องเขวไปเขวมาเท่านั้นเอง

หลักสูตรอิสลามศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นในโรงเรียนในลักษณะของอีกหลักสูตรหนึ่งที่นำมาใช้ในโรงเรียน ดังนั้นตั้งแต่อดีตแล้วที่โรงเรียนหนึ่งโรงเรียนแต่ใช้สองหลักสูตร (ไม่ใช่นโยบายใหม่เมื่อหลายปีก่อนที่มีการดำเนินนโยบาย 1 รร. 2 หลักสูตรเพื่อให้อิสลามศึกษามันเข้มข้นขึ้น) ซึ่งเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับเวลาเรียนก็มีจัดสรรเวลาเอาจากวิชาประสบการณ์ชีวิต เสริมสร้างลักษณะนิสัยมารวมๆ กัน จนครบเวลาตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรอิสลามศึกษา อ.สุกรี บาราเฮง กล่าวในงานเมื่อวันก่อนว่า “พอเราใช้หลักสูตรอิสลามศึกษาใน รร. ซึ่งสอนสองชั่วโมงต่อสัปดาห์ เราก็ถูกตั้งคำถามว่า สอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนแล้ว ทำไมเด็กยังไม่เรียบร้อย เด็กยังขาดเรียน”

ข้างต้นสะท้อนภาพอย่างหนึ่งของการดำเนินงานที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนครับว่า จากเป้าหมายของอิสลามศึกษาที่ต้องการสร้างเยาวชนที่เป็นมุสลิมที่สมบูรณ์กลับถูกจำกัดกระบวนการและมุมมองไว้เพียงการศึกษาอิสลามหรือส่วนที่เป็นหลักศาสนกิจเท่านั้น ในขณะเดียวกับมุมมองต่อการประเมินยังเป็นภาพขององค์รวม ซึ่งสอดคล้องกับข้อคำถามของ อ.สุกรี บาราเฮงที่ว่า แล้วทำไมวิชาอื่นๆ ที่สอนเด็กในโรงเรียนไม่ต้องมาช่วยตอบคำถามนี้ ทำไมให้อิสลามศึกษาต้องรับผิดชอบผลเพียงวิชาเดียว

ใช่แล้วครับ อิสลามศึกษาไม่สามารถจะรับผิดชอบทุกบุคลิกภาพของเด็กนักเรียนได้ เพราะอิสลามศึกษาเป็นเพียงวิชาๆ เดียวที่เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรู้เฉพาะทางด้านอิสลาม ทั้งนี้ดังที่ ดร.วิสุทธิ์ บินลาเต๊ะกล่าวในงานเดียวกันครับ เด็กมุสลิมไม่เพียงพอแค่การเรียนรู้เรื่องศาสนบัญญัติ หรือเรื่องราวของศาสนาเท่านั้น เพราะเป้าหมายของการจัดการศึกษาของอิสลามคือต้องสร้างเด็กที่สมบูรณ์ครอบคลุมมิติ เขาต้องรู้หลักศาสนา รู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น รู้ว่าควรใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไร ดังนั้นคำว่าอิสลามศึกษาจึงไม่ใช่เพียงวิชาด้านศาสนาอย่างเดียว แต่หมายถึงทุกๆ ความรู้ที่จำเป็นสำหรับเด็กที่จะต้องรับการเรียนรู้เพื่อการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ ซึ่งนั่นก็หมายถึงหากอิสลามศึกษาถูกสร้างภาพให้เป็นเพียงการสอนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาเท่านั้น ก็ยากที่จะสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนได้ ทั้งนี้เพราะชุมชนเขาเฝ้าสังเกตบุตรหลานของเขาว่ามีพฤติกรรมอย่างไร หากบรรยากาศของโรงเรียนโดยส่วนใหญ่ชักจูงไปยังการมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ก็ยิ่งทำให้ชุมชนไม่ไว้วางใจ การจัดการศึกษาแบบคู่ขนานจากชุมชนเองก็จะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

(มีประเด็นต่อครับ แต่เขียนต่อไม่ไหวขอจบเพียงเท่านี้แล้วกันนะครับ)

ต.ค.
31

ประทับลายเซ็นต์ในไฟล์ pdf

by , under การจัดการเรียนการสอน, การบริหารจัดการ

ช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่อาจารย์หลายท่าน (รวมผมด้วย) กำลังต้องส่งเกรดในระบบทะเบียนออนไลน์ ซึ่งสุดท้ายเพื่อใส่เกรดเสร็จก็ต้องพริ้นท์ออกมาเพื่อลงลายเซ็นต์ ส่วนหน่วยงานต้นสังกัดต่อไป ปัญหาก่อปัญญาก็เกิดแก่ผมครับ เมื่อปกติแต่เดิมทำใบเกรดกับเวิร์ด แล้วก็แทรกไฟล์รูปลายเซ็นต์ลงไปเลย แล้วก็เพียงแต่เมลไปให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อได้เลย ไม่ต้องเดินไปส่งเอง แต่งานนี้มันทำให้ลำบากขึ้น (หรือเปล่า?) ผมเลยมีวิธีการที่ไม่ต้องเซ็นต์สดเหมือนเดิมมานำเสนอครับ  ออ.ก่อนทำตามคำแนะนำต้องแสกนลายเซ็นต์ตัวเองไว้ในเครื่องก่อนนะครับ

1. ขั้นตอนแรกคือ เปิดไฟล์กับโปรแกรม adobe acrobat ครับ

 

2. คลิกเลือกปุ่มข้างปุ่ม stamp (เรียกว่าปุ่มสกอลล์) เลือกเมนู Create Custom Stamp…

 

 

3. คราวนี้ก็คลิกเลือกไฟล์ลายเซ็นต์ของเราครับ

 

4. คราวนี้ก็ถึงเวลาใช้งานแล้วครับ โดยการคลิกเลือกปุ่มสกอลล์ข้างปุ่ม stamp แล้วเลือกตามที่เราตั้งชื่อไว้ครับ

 

5. คลิกวางตำแหน่ง แล้วก็ปรับขนาดเลยครับ

 

 

6. เสร็จเรียบร้อยก็บันทึกได้เลยครับ งานนี้ก็ส่งเมลได้เหมือนเดิม

 

ต.ค.
30

เครือข่ายสังคมออนไลน์กับห้องเรีย

by , under การจัดการเรียนการสอน

หากจะตั้งคำถามว่า มีใครบ้างที่ไม่รู้จัก facebook คงจะสามารถเดาคำตอบได้ว่าคงมีจำนวนน้อยมากที่ไม่รู้จัก หรือบางครั้งในกลุ่มสนทนาหนึ่งๆ ก็จะเป็นร้อยทั้งร้อยที่รู้จักและใช้งานอยู่ การคาดเดาปริมาณคนที่จะตอบว่ารู้จักหรือเคยใช้ในจำนวนมากไม่ใช่เรื่องเกินจริงครับ เนื่องจากสถิติของคนที่ใช้ facebook ทำให้สามารถคาดคะเนได้ชัดเจน คือ ในปีปัจจุบัน 2554 คนที่ใช้ facebook ทั่วโลกมีจำนวนถึง 800 ล้านคน ซึ่งจำนวนนี้เป็นผู้ใช้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากในปี 2553 ถึง 56 ล้านคน (ข้อมูลจากเว็บไซด์ http://thumbsup.in.th)

ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรูปแบบการสื่อสารภายใต้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้งนี้ยังมีเว็บไซด์อื่นที่มีลักษณะนี้ ซึ่งเรียกว่า Social Networking Service (SNS) ที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอีกมาก ซึ่งยืนยันถึงการเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตสำหรับคนยุคปัจจุบันของคำว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social network) และแน่นอนว่าเมื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของคนมากขึ้น ก็ย่อมจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาหรือแม้กระทั่งในห้องเรียนด้วยเช่นกัน ดังนั้นบุคลากรการศึกษาจึงจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจและเท่าทันในเรื่องนี้เช่นกัน

 

รู้จักกับ Social network

Social network หรือในคำภาษาไทยที่มีใช้กัน เช่น เครือข่ายสังคม เครือข่ายสังคมออนไลน์ เครือข่ายมิตรภาพ กลุ่มสังคมออนไลน์ เป็นผลที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีเว็บในระยะที่ 2 (WEB 2.0) ก่อให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างกลุ่มคนที่รวมกันบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การรวมตัวกันของกลุ่มคนซึ่งมีโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมตามทฤษฏีเครือข่าย (Network theory) คือประกอบด้วยส่วนที่เป็น จุด (Node) และส่วนของความสัมพันธ์ (Ties หรือ Relationship) ทั้งนี้ จุด (Node) เปรียบเสมือนคนๆ หนึ่งในระบบเครือข่ายที่อาจจะมีลักษณะความสัมพันธ์หลายรูปแบบกับคนอื่นๆ  ลักษณะความสัมพันธ์ในเครือข่ายออนไลน์จะเรียกว่า Social contacts

สำหรับอุปกรณ์ เครื่องมือเพื่อการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ การโต้ตอบหรือใช้บริการในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทั้งในระบบเว็บหรือระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหลายจะรวมเรียกว่า Social Media (Andreas Kaplan.2008) นักวิชาการหลายท่านได้นิยาม Social Media ไว้ว่าเป็น กลุ่มของแอพพลิเคชั่นบนอินเทอร์เน็ตที่สร้างบนระบบความคิดอันเป็นรากฐานของสังคมและทางเทคโนโลยี ด้วยแนวความคิดของ Web 2.0 และเปิดให้คนแลกเปลี่ยนเนื้อหาที่เกิดจากผู้ใช้” ความหมายของมันจึงเป็นการพูดถึงบริการต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว เช่น Facebook, Twitter, Google+, LinkedIn ฯลฯ ดังรูปข้างล่าง

socialmediasocialmedia

(ที่มา: http://thumbsup.in.th/2011/08/how-social-network-different-from-social-media)

บทบาทของ Social network ต่อการจัดการในชั้นเรียน

ด้วยลักษณะสำคัญของ Social network คือ การมีปฏิสัมพันธ์ของคนในระบบเครือข่าย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่เมื่อมีปริมาณจำนวนคนในเครือข่ายจำนวนมากจะนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมจริงได้   รูปข้างล่างแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้เป็นอย่างดี

หากจะจำแนกลักษณะของ Social network ที่ถูกนำเสนอผ่านทาง Social media สามารถสรุปได้ดังนี้คือ

1)      การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือภายในเครือข่าย โดยผู้ใช้สร้างโปรไฟล์ของตนเอง และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เช่น facebook, Myspace เป็นต้น

2)      การเผยแพร่ความรู้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะอยู่ในลักษณะของเว็บบล็อกต่างๆ

3)      การเผยแพร่ข้อความสั้น เช่น twitter เป็นต้น

4)      การเพิ่มเติมข้อมูลความรู้ต่างๆ เช่น เว็บ wikipedia

5)      การเผยแพร่เนื้อหาเฉพาะ การเผยแพร่ภาพ เสียง วีดิโอ เช่น เว็บ youtube , Flickr เป็นต้น

ด้วยความหลากหลายของการเผยแพร่ข้อมูลไปยังผู้ใช้จำนวนมาก เป็นผลให้มีการนำ Social network ไปใช้ในงานต่างๆ และที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมาก เช่น ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของบารัก โอบามา ซึ่งสามารถสร้างกระแสนิยมได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสำคัญในหลายประเทศ เช่น ประเทศซีเรีย อียิปต์ หรือแม้กระทั่งการก่อการจราจลในประเทศอังกฤษ  Social network ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกันเหตุการน้ำท่วมของประเทศไทย เครือข่ายสังคมออนไลน์ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดย twitter ซึ่งช่วยให้ผู้ต้องการความช่วยเหลือและผู้ให้ความช่วยเหลือติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว เพียงการใช้แท็ก (tag) ร่วมกัน หรือการเผยแพร่ข้อมูลต่อๆ กันไป

ด้วยข้อมูลจำนวนมากที่ถูกนำเสนอในเครือข่ายสังคมออนไลน์หากนำมาสู่การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนย่อมก่อให้เกิดผลสำคัญในหลากหลายลักษณะเช่นกัน เช่น

1) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสังคมในชั้นห้องเรียน เนื่องจากบรรยากาศของเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารผ่านภายมิติความสัมพันธ์ของคนในเครือข่าย ด้วยเหตุนี้เมื่อทั้งผู้สอนและผู้เรียนเข้าสู่การสร้างความสัมพันธ์ภายในระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็จะนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ในสังคมจริงในทิศทางที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพจริง นอกจากนี้ลักษณะการนำเสนอข้อมูล สถานภาพที่เป็นปัจจุบัน ทำให้ทั้งผู้สอนสามารถติดตามพฤติกรรมและประสานข้อมูลได้อย่างทันท่วงที

2) การกระตุ้นให้เกิดการศึกษาค้นคว้า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่กว้างขวาง การตั้งประเด็นแลกเปลี่ยน ข้อสงสัยต่างๆ ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ทำได้อย่างทันท่วงที และเป็นเครื่องมือสำหรับผู้สอนในการกระตุ้นผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันผู้สอนสามารถนำเสนอเนื้อหาใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องและผู้เรียนสามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง

3) การส่งเสริมการศึกษาตามความสนใจและความถนัด เครือข่ายสังคมออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของเว็บบล็อกเป็นระบบที่ส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานตามความถนัดและความสนใจของทั้งผู้สอนและผู้เรียน อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4) การส่งเสริมการบันทึกและการอ่าน การเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ผ่านรูปแบบของข้อเขียนในหลายลักษณะ เช่น ข้อความสั้นในระบบ twitter ข้อความปานกลางของเว็บ facebook หรือข้อความยาวๆ ของระบบเว็บบล็อก เป็นต้น

ในขณะเดียวกันเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็มีข้อเสียที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนที่อาจจะมีความจำเป็นที่ผู้ปกครองจะต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น

1) การใช้งานเพื่อความบันเทิง เกมมากกว่าการศึกษาค้นคว้า ทั้งนี้ระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่นใน facebook จะประกอบด้วยเกมต่างๆ มากมาย และส่วนใหญ่ต้องการใช้เวลาในการเล่นที่ต่อเนื่อง

2) ความจำเป็นของอุปกรณ์การสื่อสาร ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาแพงและมีค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่อง และหากผู้สอนใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการนำเสนอข้อมูลไปยังผู้เรียนเป็นหลักอาจจะก่อให้การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลของผู้เรียนได้

3) การรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการขาดวิจารณญาณในการข้อมูล ทั้งนี้เมื่อผู้เรียนเข้าสู่การเรียนรู้ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ แหล่งการรับข้อมูลจะไม่สามารถจำกัดไว้เพียงจากผู้สอนเท่านั้น ซึ่งจำเป็นที่ผู้สอนจะต้องย้ำถึงแนวทางการตรวจสอบข้อมูลให้กับผู้เรียน

4) การขาดวิจารณญาณในการนำเสนอข้อมูล เนื้อหาของผู้เรียน ด้วยความสะดวก รวดเร็วในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ จะพบว่า หลายครั้งทำให้หลายคนขาดความยั่งคิดในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ภาพหรือเหตุการณ์ต่างๆ และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา

แนวปฏิบัติเพื่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในชั้นเรียน

เมื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อด้อย แต่เป็นการยากที่ผู้สอนจะปฏิเสธการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้สอนควรมีแนวปฏิบัติสำคัญเพื่อให้การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ ดังนี้

1)      ควรศึกษาธรรมชาติของระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่จะนำมาใช้อย่างชัดเจน

2)      ควรศึกษาความพร้อมของผู้เรียนในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์

3)      เป็นต้นแบบที่ดีในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์

4)      ติดตามพฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด

5)      สร้างเครือข่ายผู้สอนและผู้ปกครองเพื่อประสิทธิภาพของการดูแลผู้เรียนในเครือข่ายสังคมออนไลน์

อ้างอิง

จุไรรัตน์  ทองคำชื่นวิวัฒน์. 2009. เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online Social Network). จากเว็บไซด์ http://ngnforum.ntc.or.th/index.php?option=com_content& task=view&id=76&Itemid=1

Antony Mayfield. 2008. What is Social Media? . จากเว็บไซด์ http://www.icrossing .co.uk/fileadmin/uploads/eBooks/What_is_Social_Media_iCrossing_ebook.pdf

เว็บไซด์ http://thumbsup.in.th

การอ้างอิงบทความนี้ : จารุวัจน์ สองเมือง. 2554. เครือข่ายสังคมออนไลน์กับห้องเรียน. จากเว็บไซด์ muallimthai.com

ต.ค.
07

ความรู้ที่แตกต่างสู่สังคมที่หลากหลาย

by , under การจัดการเรียนการสอน, งานวิจัย

ปีนี้ผมได้รับผิดชอบการสอนในระกับปริญญาตรีหนึ่งวิชาครับ (ความจริงต้องเรียกว่าขอเขาสอน) ผมเลยตั้งใจอย่างแรงกล้าครับว่าจะทำวิจัยในชั้นเรียนไปด้วยเลย วิชาที่ผมสอนคือ วิชาทักษะการเรียนและการศึกษาค้นคว้า ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาศึกษาทั่วไป และด้วยตักดีรของอัลลอฮฺครับ ผมได้รับคำชวนจากทีมวิจัยของ ม.ทักษิณ ให้จัดการเรียนการสอนบูรณาการการอยู่ร่วมกัน

25541007-171307.jpg

ผมตั้งโจทย์การสอนเพื่อให้นักศึกษาฝึกการค้นคว้าพัฒนาความรู้และนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลายคือ อะไรคือผลจากการเข้าถึงความรู้ที่แตกต่างกันในสังคม โดยให้นักศึกษาลงพื้นที่เก็บข้อมูล แล้วกลับมานำเสนอทั้งสภาพที่เกิดขึ้นและแนวทางแกไขปัญหา
สิ่งท่ีนักศึกษาเจอคือความรู้ที่เกิดจากวิถีปฏิบัติที่สืบต่อกันมามีจำนวนไม่น้อยที่ไม่สอดคล้องกับหลักการที่แท้จริงของอิสลาม แต่การแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องงานครับ การสารเสวนาภายในชุมชนอาจเป็นแนวทางหนึ่งที่พอจะบรรเทาความขัดแย้งได้

© Copyright นายอีย์ขี้โม้ 2009. All rights reserved. | Powered by Wordpress | Designed by ThemesGuy

Hit Counter provided by professional seo company